ก่อนอื่นเลยเรามาทำความเข้าใจกันก่อนว่าทำไมถึงต้องทำการสุ่ม โดยมีการถ่วงน้ำหนักกันครับ

การสุ่มแบบถ่วงน้ำหนักถือเป็นปัญหานึงที่มีการใช้งานบ่อยๆในการเขียนโปรแกรมปกติ หรือในสถาณการณ์ปกติในชีวิตประจำวันของเรา

สมมติว่ามีบอล 4 สี

สมมติว่าเรามีลูกบอลอยู่ 4 สี แล้วต้องการที่จะสุ่มหยิบออกมาซักลูกนึง จะสามารถเขียนโปรแกรมได้อย่างไร?

หรือถ้าจะยกตัวอย่างที่ใกล้เคียงกันกับโลก Smart Contract มากขึ้น ทุกวันนี้อาจจะนึกถึงการสุ่ม NFTs ได้ครับ


เหตุผลที่เขียนบทความนี้เกิดขึ้นมาจากเหตุการณ์เล็กๆที่เกิดขึ้นกับตัวครับ (🤣)

Solidity

พอดีว่าผมกับเพื่อนๆในภาคเดียวกันหารกันซื้อ Antminer มาตัวนึง เพื่อที่จะขุด BTC โดยพวกเราก็เอาไปลง Pool ของ Binance พอได้ส่วนแบ่งก็จะได้โอนกันได้ง่ายๆ เผื่อใครอยากเอาไปเทรดก็เอาไปเทรดกันเลย หรือใครอยากเอาแปรธาตุ DeFi ก็เอาไปทำได้เลย

แน่นอนว่าทุกๆครั้งที่มีการปันผลเราก็จะต้องมานั่งโอน BTC ไปให้เพื่อนแต่ละคนๆ ตามหุ้นที่แต่ละคนหารกันไว้ ซึ่งถามว่ายากมั้ยก็ไม่ยากหรอก แต่มันไม่เท่ (🤣)

ว่าแล้วว่างๆผมก็เลยลองเขียน Smart Contract ขึ้นมา เพื่อที่จะแบ่ง BTC ที่ได้ไปที่กระเป๋าของแต่ละคนง่ายๆครับ…


ก่อนอื่นก็ อยากจะขอออกตัวว่าผมเคยอ่านหนังสือเล่มนึงของ Jared Diamond มาก่อนแล้ว คือเล่ม ปืน เชื้อโรค และเหล็กกล้า ซึ่งก็เป็นหนึ่งในหนังสือที่ผมชอบมากๆ และนับเป็นเล่มนึงที่อยู่ท็อปอันดับต้นๆเลยของหนังสือที่ผมเคยอ่าน

เพราะฉะนั้นแล้วก็อาจจะมี bias อะไรบ้างนิดหน่อยตอนอ่านเล่มนี้ครับ 😂

หนังสือ Upheaval เขียนโดยคุณ Jared Diamond เล่มที่ผมได้มาอ่านเป็นเวอร์ชันแปลไทยโดยสำนักพิมพ์ยิปซี ซึ่งผมสั่งมาจาก Readery ประมาณช่วงต้นปีครับ แล้วก็ได้หยิบมาอ่านไม่นานมานี้

เนื้อหาของ Upheaval เป็นไปตามชื่อหนังสือเลย คือเล่าเรื่องวิกฤติต่างๆ ที่เป็นเหมือน Tipping Point สำคัญในแต่ละประเทศ โดยหนังสือเล่มนี้มีการยกประเทศมา 7 ประเทศ คือ ฟินแลนด์ ญี่ปุ่น ชิลี อินโดนีเซีย เยอรมันนี และ ออสเตรเลีย ซึ่งวิกฤติของแต่ละประเทศที่คุณ Jared ยกขึ้นมานี้ก็มีทั้งจุดที่เหมือนและจุดที่แตกต่างกันไป

ถ้าใครเคยอ่านเล่มปืน เชื้อโรค และเหล็กกล้า ผมคิดว่ากลิ่นอายของหนังสือเล่มนี้ก็มีความใกล้เคียงกันกับเล่มนั้น เพียงแต่เมื่อลองมองละเอียดเข้าไปในเรื่องของ แต่ละประเทศแล้ว อาจจะต้องใช้แนวความคิดที่แตกต่าง และละเอียดอ่อนมากขึ้นในการมองมากกว่าที่คุณ Jared เคยเขียนไว้ในเล่มนั้น

ปกหนังสือ Upheaval (ภาพจาก สนพ. ยิปซี)

เนื้อหาของ Upheaval ถูกแบ่งออกเป็น 3 ส่วนครับ

ส่วนแรกเป็นส่วนเล็กๆ ที่เล่าถึงประวัติส่วนตัวในสภาวะวิกฤติของคุณ Jared เอง ซึ่งเป็นเหมือนจุด Tipping Point ของตัวเค้า จากนั้นก็นำไปสู่แนวทางในการมองและวิเคราะห์ปัจจัยของเหตุการณ์วิกฤติ แล้วก็ปูไปสู่วิกฤติของประเทศ ซึ่งในบทนี้เป็นเหมือนการบอกเล่าว่าจริงๆแล้ว เราสามารถใช้ชุดความคิดเดียวกันในการมองวิกฤติส่วนบุคคลในการมองวิกฤติของประเทศ หรือภูมิภาคได้

ส่วนที่สองจะเป็นส่วนที่เล่าถึงเหตุการณ์วิกฤติที่เคยเกิดขึ้นมาก่อนแล้ว ในประเทศต่างๆ 7 ประเทศ ตามที่ผมได้เล่าไว้ข้างบนครับ ส่วนตัวผมคิดว่าตรงนี้นี่แหละที่เป็นส่วนที่เป็น page turner มากๆ คุณ Jared เขียนไว้ดี สนุกและเล่าเรื่องเหตุการณ์ต่างๆได้ค่อนข้างละเอียด โดยในแต่ละบทที่เขียนก็จะปิดท้ายด้วยการวิเคราะห์วิกฤติโดยอิงจากชุดความคิดที่ปูมาในส่วนแรก

ส่วนสุดท้ายของหนังสือจะเป็นการมองไปที่อนาคตข้างหน้า วิกฤติที่มีโอกาสเกิดขึ้นคืออะไร โดยใจความหลักๆที่เล่าก็จะมีเรื่องของการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ซึ่งทุกวันนี้เห็นได้ชัดเจนในประเทศญี่ปุ่น

และอีกเรื่องที่สำคัญเลยคือการเสื่อมถอยลงของระบอบประชาธิปไตยในสหรัฐรวมไปถึงประเทศเสรีฯทั่วโลก (ตรงนี้อาจจะขึ้นกับมุมมองของแต่ละบุคคลด้วยแต่ผมคิดว่ามีความ make sense ประมาณนึง ถ้าใครสนใจอยากให้ลองหามาอ่านดูครับ) โดยผมคิดว่าหัวข้อนี้มีความน่าสนใจมากๆ คุณ Jared เล่าถึงของ Technology ที่มีผลต่อการลดลงของการประนีประนอม ซึ่งในความคิดของคุณ Jared ถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในประชาธิปไตย กำลังถูกลดคุณค่าลงในสังคมอเมริกัน และอื่นๆ

ยังไงก็ตาม ผมคิดว่าหนังสือเล่มนี้ถึงจะเป็นหนังสือที่มีความหนาอยู่พอสมควร (หนากว่า Sapiens อีก 😂) แต่ผมคิดว่ามันมีความ Page Turner มากๆ อีกทั้งในช่วงวิกฤติแบบนี้ ผมคิดว่าชุดความคิดของคุณ Jared ถือเป็นชุดความคิดที่น่าสนใจมากๆ ถ้าหากใครอยากลองมาวิเคราะห์สถานการณ์ต่างๆ ณ ปัจจุบันนี้ครับ


หนังสือเศรษฐกิจสามสี เศรษฐกิจแห่งอนาคต เขียนโดยคุณ วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร ถือเป็นหนังสือเล่มนึงที่มีความหนาไม่มากครับ คือเป็นหนังสือเล่มเล็กๆนั่นแหละ แต่เนื้อหาที่มีในหนังสือเล่มนี้ก็ไม่ได้เล็กเหมือนขนาดของเล่มเลยครับ

เศรษฐกิจสามสีเป็นหนังสือเล่มนึงที่ผมรู้สึกว่าเป็น page turner พอสมควร หยิบขึ้นมาอ่านแล้วก็จะวางแทบจะไม่ลงเพราะแต่ละบทเชื่อมโยงถึงกันทำให้มีความสนุกในการอ่านมาก แม้แต่ผมที่เป็นคนนิสัยไม่ใช่ Speed Reader ก็ยังใช้เวลาอ่านอยู่ไม่นานซักเท่าไร ถ้าใครที่เป็น Speed Reader ก็อาจจะอ่านจบแปปๆเลยก็ได้

แต่ถ้าไม่นับการเรียบเรียง สิ่งที่สำคัญที่สุดของหนังสือเล่มนี้ก็คือเนื้อหาที่ผู้เขียนต้องการจะสื่อนี่แหละครับ หนังสือเล่มนี้ตั้งใจจะเล่าถึงการพัฒนาเศรษฐกิจเป็นหลัก โดยยึดระบบทุนนิยมเป็นใจกลางในการเล่าเรื่องต่างๆ ที่เชื่อมโยงออกไปหาทั้ง สภาพความเจริญของสังคม ระบบการปกครอง หรือแม้แต่ค่านิยมในสังคม โดยแบ่งออกเป็น 4 ส่วนหลักๆ ดังนี้

  • ส่วนแรกก็จะเป็นบทที่เกริ่นถึงความเป็นมา และอดีตของความเป็นทุนนิยม วิวัฒนาการคร่าวๆของระบบทุนนิยม
  • ส่วนที่สองจะเล่าถึงประเทศในเอเชียที่ประสบความสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และถูกทั่วโลกยกเป็นเสือเศรษฐกิจแห่งเอเชีย เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน และสิงคโปร์ โดยก็มีการเล่าไปถึงเบื้องหลังว่าปัจจัยอะไรทำให้เกิดความสำเร็จในประเทศเหล่านี้ได้ (และเป็นไปได้หรือเปล่าที่ประเทศไทยจะลองเลียนแบบดูบ้าง ?)
  • ส่วนที่สามเป็นการหันกลับมามองประเทศของเราเอง ว่าปัจจัยอะไรที่ทำให้ประเทศเราเป็นประเทศของเราในทุกวันนี้ อะไรเป็นจุดที่ทำให้เราติดหล่ม อะไรเป็นเหตุผลที่เราพัฒนาอย่างรวดเร็วช่วงแรกๆ รวมไปถึงเล่าเรื่องวิกฤติการณ์อย่างต้มยำกุ้ง
  • ส่วนสุดท้ายของหนังสือเป็นที่มาของหนังสือเล่มนี้ครับ คือลองมองออกไปในอนาคตว่าโลกเศรษฐกิจในอนาคตควรจะเป็น หรือน่าจะเป็นอย่างไร ตามชื่อของหนังสือว่าเศรษฐกิจในอนาคตจะประกอบไปด้วยสี 3 สี คือสีเขียว แสดงถึงธุรกิจที่รักษ์โลกมากขึ้น สีเทา แสดงถึงสังคมโลกที่เริ่มก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ และสีทอง แสดงถึงฉันทามติใหม่ๆที่เราในฐานะมนุษย์ต้องร่วมมือกับเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน เพื่อให้โลกหมุนต่อไป

ผมคิดว่าหนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือเกี่ยวกับเศรษฐกิจที่สามารถอธิบายภาพต่างๆได้ชัดเจนมาก และอย่างที่บอกไปตั้งแต่ต้นว่าหนังสือเล่มนี้ผมยกให้เป็น page turner ดีๆเล่มนึงเลยครับ

สุดท้ายนี้ผมก็เลยคิดว่ามันเป็นหนังสือที่คนไทยทุกคนควรอ่านมากๆครับ ไม่สำคัญเฉพาะว่าคุณสนใจเรื่องเศรษฐกิจเท่านั้น

ปกหนังสือเศรษฐกิจสามสี ภาพจาก goodreads.com


ก่อนหน้านี้ผมเคยสร้างเว็บทำ Video Streaming Platform ด้วย Node.js ไปครับ ซึ่งรอบนั้นเนี่ยเอาจริงๆแล้วมันก็ไม่ได้ทำงานแบบ Realtime พอที่เราจะเอามาใช้ทำเป็น Video Chat ได้ เพราะติดเรื่อง latency ที่ตัวโปรโตคอล RTMP แต่ก็ได้เว็บที่มีลักษณะคล้ายๆกันกับ Twitch ออกมา (ซึ่งก็ไม่แย่นะ 😂)

ถ้าใครสนใจอ่านบทความก่อนสามารถอ่านได้ที่นี่ครับ

สำหรับบทความนี้จะเรียกว่าอัพเกรดจากบทความก่อนหน้านี้มั้ยก็ไม่เชิง เพราะว่าผมมาลองใช้เทคโนโลยีใหม่ทำเว็บลักษณะใหม่ แต่ก็ยังคงวนเวียนอยู่กับเรื่องของ video ครับ โดยสิ่งที่ผมจะทำในบทความรอบนี้ก็คือระบบ Video Chat ซึ่งก็มีความจำเป็นที่จะ realtime มากๆ…


ศาสนา: ประวัติศาสตร์ศรัทธาแห่งมวลมนุษย์ ชื่อภาษาอังกฤษคือ A Little History of Religion เขียนโดยคุณ Richard Holloway ฉบับแปลไทยที่ผมได้มาอ่านเป็นของสำนักพิมพ์ openworlds ครับ

หนังสือเล่มนี้ผมพึ่งสั่งมาช่วงต้นปีจาก Readery ครับ เหตุผลที่สั่งเพราะว่าเคยเห็นรีวิวแวบๆ แล้วก็ปกมันสวยดีไม่คิดอะไรมากเลยสั่งมาเลย (😂)

ภาพปกหนังสือ A Little History of Religion

หนังสือเล่มนี้มีเนื้อหาตามชื่อเลยครับ คือเป็นประวัติศาสตร์ของศาสนาโดยการเล่าของหนังสือมีการเรียงมาเป็นลำดับศาสนาต่างๆที่เกิดในภูมิภาคต่างๆโดยเรียงเป็นไทม์ไลน์เริ่มมาตั้งแต่ศาสนาตระกูลที่เป็น polytheism มาศาสนาตระกูลอับราฮัมแล้วก็เล่าการพัฒนาของศาสนาต่อมาเรื่อยๆจนถึงศาสนาและความเชื่อต่างๆที่มีอยู่ในปัจจุบัน

โดยเล่าเป็นเรื่องย่อๆ ความเป็นมาของศาสนาต่างๆที่ร้อยเรียงแล้วก็ประกอบกัน ส่งต่อกันมาเรื่อยๆ ซึ่งพออ่านไปเรื่อยๆก็จะมองเห็นว่าศาสนามีความใกล้ชิดกับมนุษย์มากขนาดไหน มีความเกี่ยวโยงกับประวัติศาสตร์มนุษย์ขนาดไหน แล้วถ้ามองดูดีๆ ในบางยุคสมัยเราแทบจะแยกศาสนาออกจากการเมืองไม่ได้เลยทีเดียว

ศาสนาเป็นทั้งเกราะป้องกันมนุษย์จากโลกที่โหดร้าย แต่บางทีมันอาจจะกลายเป็นเครื่องมือหาประโยชน์ของชนชั้นสูงก็ได้ นับว่าเป็นหนังสือที่อ่านสนุกเล่มนึงเลยทีเดียวครับ ได้มองเห็นมุมมองที่หลากหลายอยู่พอตัวเลย

แต่อันนี้ก็ต้องยอมรับซักหน่อยว่าหนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือเล่มเล็กๆ เลยไม่ได้ใส่เนื้อหาอะไรลงไปมากนัก เนื้อหาในหนังสือเลยวนอยู่แต่ศาสนาหลักๆในแต่ละยุคเท่านั้น ซึ่งตรงนี้ผมยอมรับว่าผมไม่ค่อยชอบเท่าไร เพราะหนังสือเล่มนี้ใช้เวลาเกือบๆ 2/3 เล่าเกี่ยวกับศาสนาในตระกูลอับราฮัม แล้วเกินครึ่งของ 2/3 นั้นก็วนอยู่กับศาสนาคริสต์ ทำให้เผินๆแล้วหนังสือเล่มนี้เหมือนมีศาสนาคริสต์เป็นพระเอกส่วนศาสนาอื่นยัดๆมาให้ครบๆไปเฉยๆ

ซึ่งเอาจริงๆผมก็ไม่ได้มองว่าเป็นข้อเสียขนาดนั้นหรอกครับ (😄) ผู้เขียนมีความรู้ความเข้าใจในพฤติกรรมของมนุษย์ ประวัติศาสตร์ของศาสนา และอิทธิพลของศาสนาต่อมนุษย์สูงมาก (อ่านจนจบพลิกไปดูประวัติคนเขียนท่านเป็นถึงอดีต Bishop ด้วยครับ)

ถึงจะนอยด์นิดๆว่าอยากให้เล่าถึงศาสนาอื่นๆเช่นแนวๆ animism แนวๆศาสนาโบราณบ้าง แต่ผมว่าหนังสือเล่มนี้ก็เป็นหนังสือที่อ่านสนุกอีกเล่มนึงครับ แต่ว่าจะเป็นเหมือนหนังสือที่สรุปประวัติศาสตร์ของศาสนากระแสหลักอ่านสนุกมากกว่า ถ้าใครอยากได้หนังสือเนื้อหาแน่นๆ มีศาสนาทั้งกระแสหลักและไม่กระแสหลัก เล่มนี้ก็คงจะตอบโจทย์ให้ไม่ได้ขนาดนั้น แต่ถ้าอยากหาหนังสืออ่านเพลินๆ ได้ความรู้ก็ไม่เลวเลยครับ

ป.ล. ผมแอบนอยด์ตรงที่ปกหนังสือมีรูปพระสงฆ์ที่วาดลักษณะเหมือนศิลปะแถบบ้านเราด้วยแต่ไม่เห็นมีเล่าเกี่ยวกับแถวบ้านเราเลย 😂


สวัสดีท่านผู้อ่านทุกท่านครับ ณ ปัจจุบัน (วันนี้) Bitcoin ก็กลับไปเป็นที่สนใจกับคนทั่วไปอีกรอบครับ ก็ไหนๆก็ได้ฤกษ์พอดีก็เลยคิดว่าขอเขียนบทความเกี่ยวกับ Bitcoin มาซักซักหน่อยละกัน

ถ้าจะพูดเกี่ยวกับ Bitcoin ในแง่ของเทคโนโลยีผมคิดว่าทุกคนก็น่าจะคิดถึง Blockchain กันใช่มั้ยครับ

อย่างที่จั่วหัวในหัวข้อบทความนี้เราจะมาเขียนโปรแกรม “บน” Blockchain กันครับ แต่ไม่ได้แปลว่าเราจะสร้าง Blockchain ขึ้นมาเอง เพียงแต่เราจะเอาโปรแกรมที่เราเขียนเนี่ยแหละเกาะไปบน Blockchain ที่มีอยู่แล้ว

แล้วเราจะทำยังไง? …


จริงๆก็นับได้ว่าหนังสือเล่มนี้เนี่ยถือเป็นหนังสือคลสสิคเล่มนึงในแวดวงการลงทุนเลยทีเดียวครับ เพราะฉะนั้นเลยก็น่าจะมีคนอื่นๆที่มีความรู้เรื่องการลงทุนมารีวิวกันไปหมดแล้ว

ผมก็เลยคิดว่าในฐานะนักลงทุนมือใหม่ (😂) ผมจะขอรีวิวในฐานะคนทั่วๆไปที่พึ่งศึกษาการลงทันมาไม่นานครับ

อย่างที่จั่วหัวไปว่าผมยังค่อนข้างมือใหม่ จริงๆแล้วหนังสือเล่มนี้ก็เป็นเล่มที่ 2 เท่านั้นที่เกี่ยวกับการลงทุนที่ผมเคยอ่าน เพราะฉะนั้นถ้ามีข้อผิดพลาดตรงไหนก็สามารถติลงที่คอมเมนท์ข้างล่างได้เลยครับ 😄

TL:DR

  • หนังสือแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลักๆ
  • จะเป็นส่วนของการประเมินหุ้นในเชิงคุณภาพ และเชิงคำนวณ
  • บัฟเฟตส์ใช้วิธีเลือกหุ้นโดยได้รับแนวคิดผสมผสานทั้งจากอาจารย์ของเค้า (เบนจามิน เกรแฮม) และผู้เชี่ยวชาญการลงทุนท่านอื่นๆเช่น ชาร์ล มังเกอร์ รวมไปทั้งผสมผสานจากประสบการณ์ที่ตนเองพบเจอ
  • การประเมินหุ้นแบบบัฟเฟตส์จะประเมินโดยถือว่าเราเป็นผู้ไปร่วมเป็นเจ้าของกิจการ
  • และอื่นๆ อ่านสนุกมากครับ ควรซื้อมาอ่าน!

หนังสือเล่มนี้ก็จะแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลักๆครับ โดยส่วนแรกผู้เขียนตั้งชื่อว่า หลักศาสตร์ขั้นต้นของบัฟเฟตต์ และส่วนหลังตั้งชื่อว่าศาสตร์ขั้นสูงของบัฟเฟตต์

ในศาสตร์ขั้นต้นของบัฟเฟตต์จะเป็นส่วนที่บอกเรื่องราวคร่าวๆว่าบริษัทไหนเป็นบริษัทที่น่าลงทุน ในทัศนะของบัฟเฟตต์ เช่นว่า บริษัทนั้นจะต้องเป็นบริษัทที่มีความผูกขาด หรือเป็นบริษัทที่มีสถานะเป็นสะพานเชื่อม ซึ่งเหตุผลต่างๆที่ตัวผู้เขียนเล่ามา ก็จะมีเรื่องราวเล่าประกอบด้วย

ซึ่งเอาจริงๆแล้วถือว่าเป็นสิ่งที่ผมชอบมากในหนังสือเล่มนี้ครับ เช่นตอนที่ผู้เขียนอธิบายเรื่องการประเมินมูลค่ากิจการ ผู้เขียนก็เล่าเรื่องตอนบัฟเฟตต์ซื้อตู้พินบอลมาให้คนอื่นเล่นแล้วเอากำไร การเล่าเรื่องต่างๆยังงี้ทำให้รู้สึกว่าศาสตร์ของบัฟเฟตต์เป็นอะไรที่เรียบง่าย จับต้องง่ายแต่ก็มีความทรงพลังมากๆเลยทีเดียว

นอกจากนั้นก็ยังเล่าถึงเหตุผลที่บัฟเฟตต์เลือกใช้วิธีในการซื้อหุ้นถือไว้นานๆ ไม่ยอมปล่อยออก (บางครั้งแม้จะราคาแพงเกินพื้นฐาน) ด้วย เหตุผลต่างๆเช่น ภาษี และอื่นๆ

ในส่วนที่สองที่เป็น ศาสตร์ขั้นสูงของบัฟเฟตต์จะเป็นส่วนที่มีการคำนวณประเมินผลตอบแทนต่างๆที่จะได้ครับ ซึ่งจุดตรงนี้นับว่าไม่ได้มีความซับซ้อนมากนัก โดยสมการส่วนใหญ่ (ที่มีอธิบายในหนังสือเล่มนี้) ก็มักจะเป็นสมการที่สามารถตีความและทำความเข้าใจได้ค่อนข้างง่ายครับ แต่ผู้เขียนก็ใช้วิธีเดียวกันในการอธิบายเหมือนในส่วนแรก ทำให้ก็ถือว่าเป็นส่วนที่อ่านสนุกแม้จะมีการคำนวณนู่นนี่เยอะแยะ

แต่ตรงนี้ในฐานะนักเรียนสายวิทย์ (🤣) ผมรู้สึกไม่ค่อยชอบการจัด layout ของหน้าหนังสือซักเท่าไร เนื่องจากว่าการจัดหน้าหนังสือที่อธิบายเรื่องทางคณิตศาสตร์ไม่ควรจะพิมพ์ติดกันยาวเป็นพรืดเหมือนนิยายทั่วไป แต่หนังสือเล่มนี้ดันจัด layout แบบนั้นซะได้ หลายๆครั้งเลยตามอ่านแล้วงงๆเหมือนกันครับ

แต่ถ้าไม่นับเรื่องการจัด layout ซึ่งผมไม่รู้เหมือนกันว่ามีแค่ผมคนเดียวที่ไม่ชอบรึเปล่า (ฮา🤣) นับว่าส่วนนี้เป็นอีกส่วนนึงที่ชี้ชัดจุดต่างๆให้เห็นชัดๆเลยว่าหุ้นที่เรากรองมาแล้วนั้นน่าลงทุนรึเปล่า

ส่วนหลักๆของหนังสือก็มีประมาณนี้ครับ แต่แน่นอนว่าหนังสือเล่มนี้ก็ยังมีเรื่องที่น่าสนใจต่างๆอีก อย่างเช่นทักษะการแปรธาตุเงินของบัฟเฟตต์ (ซื้อหุ้นกู้ไปทำนู่นทำนี่ เพราะภาษีถูกกว่า บลาๆๆ) หรือการเก็งกำไรของบัฟเฟตต์บ้างในบางครั้ง ไม่รู้จะเล่ายังไงให้หมดครับ ถ้าใครชอบเรื่องลงทุนก็หนังสือเล่มนี้เป็นหนุงสือที่อ่านสนุกมากๆอีกเลมนึงอยากให้ไปลองหามาอ่านกันดูครับ 😃


เศรษฐศาสตร์ความจน (Poor Economics) เขียนโดยคุณ Abhijit Banerjee และคุณ Esther Dufflo เล่มนี้ผมได้มาเป็นเวอร์ชันภาษาไทยแปลโดยสำนักพิมพ์ Salt ครับ ก็ตอนได้มาหยิบมาจากงานหนังสือ Winter Bookfest ที่สามย่าน เพราะเห็นว่าน่าสนใจดีก็เลยหยิบมาอ่าน

ดีใจพอสมควรครับที่เลือกหยิบมา (ผมหยิบเรื่องการเงินคนจนที่วางคู่กันมาด้วยแต่เล่มนั้นยังไม่ได้อ่าน)

สำหรับเศรษฐศาสตร์ความจน สิ่งที่หนังสือเกริ่นเลยตั้งแต่เริ่มคือกับดักความจนมีหรือไม่ โดยเค้าก็ยกตัวอย่างทั้งฝั่งนักวิชาการที่เชื่อในเรื่องของกับดักความจน แล้วก็ยกตัวอย่างของนักวิชาการฝั่งที่ไม่เชื่อในกับดักความจนมาเล่าให้เล่าฟัง

ซึ่งอารมณ์ของหนังสือเล่มนี้ก็จะเป็นแนวนี้ทั้งเล่มครับ คือไม่ได้ฟันธงว่าอะไรเป็นสาเหตุ (เพียงหนึ่งเดียว) ที่ก่อให้เกิดความจนขึ้น

หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่เล่าเกี่ยวกับเรื่องราวของคนต่างๆที่มีค่าครองชีพต่อวันไม่ถึง 99 เซนต์ เล่าถึงชีวิตการฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆที่พวกเค้าต้องเจอ และเล่าถึงวิธีการแก้ปัญหาต่างๆของแต่ละครัวเรือน ซึ่งก็แสดงให้เห็นถึงทั้งปัญหาความเหลื่อมล้ำแล้วก็ความฉลาดของมนุษย์ในการแก้ปัญหาที่เข้ามาในชีวิตประจำวัน (ขออนุญาตพยายามไม่ Romanticized ตรงนี้ครับ)

ตัวของหนังสือเองก็แบ่งออกเป็น 2 ส่วน โดยส่วนแรกจะเล่าถึงเรื่องที่ออกแนวครัวเรือนหน่อย เช่นว่าปัญหาเรื่องความอดอยากในครัวเรือน ปัญหาเรื่องสุขภาพ ปัญหาเรื่องการศึกษา รวมไปถึงปัญหาเรื่องการวางแผนครอบครัว ซึ่งตรงนี้ผู้เขียนก็แสดงให้เห็นครับว่าคนจนก็มีปัญหาของคนจน และหลายๆปัญหานี้มันก็ทำให้การยกระดับคุณภาพชีวิตเป็นไปได้อย่างยากลำบาก ซึ่งปัญหาเหล่านี้เราจะไม่เข้าใจเลยถ้าไม่ได้ไปอยู่สถานการณ์นั้นจริงๆ หลายๆปัญหาก็เป็นปัญหาต่อเนื่องซ้อนๆกันไปเรื่อยๆ แล้วด้วยความที่ขาดความรู้ก็อาจจะทำให้แก้ปัญหาผิดพลาดไปได้

ผู้เขียนก็ได้เล่าเกี่ยวกับวิธีที่แต่ละชาติใช้แก้ปัญหา ทั้งวิธีที่ประสบความสำเร็จและวิธีที่ไม่ประสบความสำเร็จด้วยครับ

ส่วนที่ 2 นี้เป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับสถาบันภายนอกที่ทำงานกับคนจน ให้ความช่วยเหลือหรือปล่อยกู้ต่างๆ ซึ่งในหัวข้อนี้ก็เล่าเรื่องต่างๆที่สถาบันอาจจะเข้าไปทำงานได้เช่นว่า การบริหารจัดการทรัพย์สินของคนจน ที่อาจจะมีไม่มากนัก (micro finance) การปล่อยกู้ให้คนจน (micro credit ในหัวข้อนี้เล่าถึงเหตุผลที่การปล่อยกู้นอกระบบมันต้องมีอยู่ด้วย น่าสนใจมากๆครับ) การออมของคนจน การทำธุรกิจของคนจน รวมไปถึงการเมืองที่แย่ก็อาจจะทำให้การกำจัดความจนเป็นไปได้ยากเนื่องจากปัญหาเชิงนโยบาย

โดยเรื่องต่างๆที่กล่าวไปทั้งหมดก็มีการยกเรื่องราว รวมไปถึงยกสถิติมาประกอบ เจ้าของหนังสือไม่ได้บอกเราตรงๆว่าเราจะแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ยังไง แต่ใช้วิธียกตัวอย่างแนวทางต่างๆที่อาจจะทำได้ซึ่งตรงนี้ผมเห็นว่าเป็นเรื่องที่ดีมากๆ

สำหรับหนังสือเล่มนี้ก็ถือว่าน่าอ่าน แล้วก็อ่านสนุกพอตัวครับ ถ้าใครชอบเรื่องเศรษฐศาสตร์ หรือถ้าไม่ชอบแต่ถ้าอยากเข้าใจคนจน ซึ่งก็เป็นเพื่อนมนุษย์ของเราก็แนะนำให้ไปลองหามาอ่านดูครับ 😄

หนังสือเศรษฐศาสตร์ความจน

เล่มนี้เป็นหนังสือเล่มแรกของผมที่อ่านจบในปีนี้ครับ ยอมรับว่าอ่านจบมา 2-3 วันแล้วแหละ แต่พึ่งจะมาเขียนรีวิวครับ 😂

ปีนี้ผมตั้งใจจะมาเขียนแชร์หนังสือบ่อยๆ ถ้าใครสนใจก็รอติดตามได้ครับ

สุดท้ายนี้ก็ ช้าไปหน่อยแต่ก็สุขสันต์ปีใหม่ 2021 ครับ 😃


ช่วงนี้ผมสังเกตว่าเว็บแพลตฟอร์มที่เกี่ยวข้องกับ Real-Time Communication จะบูมมากๆเลย ว่าแล้วว่างๆก็เลยอยากลองเขียนเว็บที่เกี่ยวข้องกับ Real-time Communication ขึ้นมาดูบ้างครับ

โดยสิ่งที่ผมต้องการที่จะสร้างก็ตามชื่อบล็อกนี้เลย คือ Streaming Platform คล้ายๆกันกับ Twitch

เนื่องจากมีความรู้เรื่องเกี่ยวกับ Real-time Communication ไม่มากตอนสร้างเลยใช้เวลานานพอสมควรเลยครับ 😂

ก่อนที่จะเริ่มเขียนกันผมจะพูดถึงเทคโนโลยีที่เราจะนำมาใช้ในการสร้างกันก่อนครับ

  1. RTMP — Real time messaging protocol

ตามชื่อเลยครับ RTMP เป็นโปรโตคอลนึงที่ใช้ส่งข้อมูลในลักษณะที่เป็น real-time ซึ่งสร้างขึ้นโดยมี TCP เป็นส่วนประกอบ…

Nonthakon Jitchiranant

นักศึกษาวิศวกรรมศาสตร์ ณ สถาบันแห่งหนึ่งใกล้ๆสนามบินสุวรรณภูมิ มีทางรถไฟตัดผ่าน

Get the Medium app

A button that says 'Download on the App Store', and if clicked it will lead you to the iOS App store
A button that says 'Get it on, Google Play', and if clicked it will lead you to the Google Play store