เหตุผลที่เขียนบทความนี้เกิดขึ้นมาจากเหตุการณ์เล็กๆที่เกิดขึ้นกับตัวครับ (🤣)

Solidity

พอดีว่าผมกับเพื่อนๆในภาคเดียวกันหารกันซื้อ Antminer มาตัวนึง เพื่อที่จะขุด BTC โดยพวกเราก็เอาไปลง Pool ของ Binance พอได้ส่วนแบ่งก็จะได้โอนกันได้ง่ายๆ เผื่อใครอยากเอาไปเทรดก็เอาไปเทรดกันเลย หรือใครอยากเอาแปรธาตุ DeFi ก็เอาไปทำได้เลย

แน่นอนว่าทุกๆครั้งที่มีการปันผลเราก็จะต้องมานั่งโอน BTC ไปให้เพื่อนแต่ละคนๆ ตามหุ้นที่แต่ละคนหารกันไว้ ซึ่งถามว่ายากมั้ยก็ไม่ยากหรอก แต่มันไม่เท่ (🤣)

ว่าแล้วว่างๆผมก็เลยลองเขียน Smart Contract ขึ้นมา เพื่อที่จะแบ่ง BTC ที่ได้ไปที่กระเป๋าของแต่ละคนง่ายๆครับ

โครงสร้าง Smart Contract

ผมแบ่ง Smart Contract ไว้ 2 ส่วนคือ

Code

ก่อนอื่นก็ Implement ตัว ShareToken ขึ้นมาก่อนครับ เพื่อความสะดวกผมไปใช้ ERC20 ของ Openzeppelin มาใช้เลย แล้วก็ทำการ mint เหรียญตั้งแต่แรกไว้เลย 100 เหรียญ เพื่อเป็นเหรียญแทนหุ้นทั้งหมดที่มี แล้วให้คน deploy contract โอนเหรียญ ShareToken ให้เพื่อนๆที่ถือหุ้นกันไว้ไปตามสัดส่วนเลย…


ก่อนอื่นก็ อยากจะขอออกตัวว่าผมเคยอ่านหนังสือเล่มนึงของ Jared Diamond มาก่อนแล้ว คือเล่ม ปืน เชื้อโรค และเหล็กกล้า ซึ่งก็เป็นหนึ่งในหนังสือที่ผมชอบมากๆ และนับเป็นเล่มนึงที่อยู่ท็อปอันดับต้นๆเลยของหนังสือที่ผมเคยอ่าน

เพราะฉะนั้นแล้วก็อาจจะมี bias อะไรบ้างนิดหน่อยตอนอ่านเล่มนี้ครับ 😂

หนังสือ Upheaval เขียนโดยคุณ Jared Diamond เล่มที่ผมได้มาอ่านเป็นเวอร์ชันแปลไทยโดยสำนักพิมพ์ยิปซี ซึ่งผมสั่งมาจาก Readery ประมาณช่วงต้นปีครับ แล้วก็ได้หยิบมาอ่านไม่นานมานี้

เนื้อหาของ Upheaval เป็นไปตามชื่อหนังสือเลย คือเล่าเรื่องวิกฤติต่างๆ ที่เป็นเหมือน Tipping Point สำคัญในแต่ละประเทศ โดยหนังสือเล่มนี้มีการยกประเทศมา 7 ประเทศ คือ ฟินแลนด์ ญี่ปุ่น ชิลี อินโดนีเซีย เยอรมันนี และ ออสเตรเลีย ซึ่งวิกฤติของแต่ละประเทศที่คุณ Jared ยกขึ้นมานี้ก็มีทั้งจุดที่เหมือนและจุดที่แตกต่างกันไป

ถ้าใครเคยอ่านเล่มปืน เชื้อโรค และเหล็กกล้า ผมคิดว่ากลิ่นอายของหนังสือเล่มนี้ก็มีความใกล้เคียงกันกับเล่มนั้น เพียงแต่เมื่อลองมองละเอียดเข้าไปในเรื่องของ แต่ละประเทศแล้ว อาจจะต้องใช้แนวความคิดที่แตกต่าง และละเอียดอ่อนมากขึ้นในการมองมากกว่าที่คุณ Jared เคยเขียนไว้ในเล่มนั้น

ปกหนังสือ Upheaval (ภาพจาก สนพ. ยิปซี)

เนื้อหาของ Upheaval ถูกแบ่งออกเป็น 3 ส่วนครับ

ส่วนแรกเป็นส่วนเล็กๆ ที่เล่าถึงประวัติส่วนตัวในสภาวะวิกฤติของคุณ Jared เอง ซึ่งเป็นเหมือนจุด Tipping Point ของตัวเค้า จากนั้นก็นำไปสู่แนวทางในการมองและวิเคราะห์ปัจจัยของเหตุการณ์วิกฤติ แล้วก็ปูไปสู่วิกฤติของประเทศ ซึ่งในบทนี้เป็นเหมือนการบอกเล่าว่าจริงๆแล้ว เราสามารถใช้ชุดความคิดเดียวกันในการมองวิกฤติส่วนบุคคลในการมองวิกฤติของประเทศ หรือภูมิภาคได้

ส่วนที่สองจะเป็นส่วนที่เล่าถึงเหตุการณ์วิกฤติที่เคยเกิดขึ้นมาก่อนแล้ว ในประเทศต่างๆ 7 ประเทศ ตามที่ผมได้เล่าไว้ข้างบนครับ ส่วนตัวผมคิดว่าตรงนี้นี่แหละที่เป็นส่วนที่เป็น page turner มากๆ คุณ Jared เขียนไว้ดี สนุกและเล่าเรื่องเหตุการณ์ต่างๆได้ค่อนข้างละเอียด โดยในแต่ละบทที่เขียนก็จะปิดท้ายด้วยการวิเคราะห์วิกฤติโดยอิงจากชุดความคิดที่ปูมาในส่วนแรก

ส่วนสุดท้ายของหนังสือจะเป็นการมองไปที่อนาคตข้างหน้า วิกฤติที่มีโอกาสเกิดขึ้นคืออะไร โดยใจความหลักๆที่เล่าก็จะมีเรื่องของการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ซึ่งทุกวันนี้เห็นได้ชัดเจนในประเทศญี่ปุ่น

และอีกเรื่องที่สำคัญเลยคือการเสื่อมถอยลงของระบอบประชาธิปไตยในสหรัฐรวมไปถึงประเทศเสรีฯทั่วโลก (ตรงนี้อาจจะขึ้นกับมุมมองของแต่ละบุคคลด้วยแต่ผมคิดว่ามีความ make sense ประมาณนึง ถ้าใครสนใจอยากให้ลองหามาอ่านดูครับ) โดยผมคิดว่าหัวข้อนี้มีความน่าสนใจมากๆ คุณ Jared เล่าถึงของ Technology ที่มีผลต่อการลดลงของการประนีประนอม ซึ่งในความคิดของคุณ Jared ถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในประชาธิปไตย กำลังถูกลดคุณค่าลงในสังคมอเมริกัน และอื่นๆ

ยังไงก็ตาม ผมคิดว่าหนังสือเล่มนี้ถึงจะเป็นหนังสือที่มีความหนาอยู่พอสมควร (หนากว่า Sapiens อีก 😂) แต่ผมคิดว่ามันมีความ Page Turner มากๆ อีกทั้งในช่วงวิกฤติแบบนี้ ผมคิดว่าชุดความคิดของคุณ Jared ถือเป็นชุดความคิดที่น่าสนใจมากๆ ถ้าหากใครอยากลองมาวิเคราะห์สถานการณ์ต่างๆ ณ ปัจจุบันนี้ครับ


หนังสือเศรษฐกิจสามสี เศรษฐกิจแห่งอนาคต เขียนโดยคุณ วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร ถือเป็นหนังสือเล่มนึงที่มีความหนาไม่มากครับ คือเป็นหนังสือเล่มเล็กๆนั่นแหละ แต่เนื้อหาที่มีในหนังสือเล่มนี้ก็ไม่ได้เล็กเหมือนขนาดของเล่มเลยครับ

เศรษฐกิจสามสีเป็นหนังสือเล่มนึงที่ผมรู้สึกว่าเป็น page turner พอสมควร หยิบขึ้นมาอ่านแล้วก็จะวางแทบจะไม่ลงเพราะแต่ละบทเชื่อมโยงถึงกันทำให้มีความสนุกในการอ่านมาก แม้แต่ผมที่เป็นคนนิสัยไม่ใช่ Speed Reader ก็ยังใช้เวลาอ่านอยู่ไม่นานซักเท่าไร ถ้าใครที่เป็น Speed Reader ก็อาจจะอ่านจบแปปๆเลยก็ได้

แต่ถ้าไม่นับการเรียบเรียง สิ่งที่สำคัญที่สุดของหนังสือเล่มนี้ก็คือเนื้อหาที่ผู้เขียนต้องการจะสื่อนี่แหละครับ หนังสือเล่มนี้ตั้งใจจะเล่าถึงการพัฒนาเศรษฐกิจเป็นหลัก โดยยึดระบบทุนนิยมเป็นใจกลางในการเล่าเรื่องต่างๆ ที่เชื่อมโยงออกไปหาทั้ง สภาพความเจริญของสังคม ระบบการปกครอง หรือแม้แต่ค่านิยมในสังคม โดยแบ่งออกเป็น 4 ส่วนหลักๆ ดังนี้

ผมคิดว่าหนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือเกี่ยวกับเศรษฐกิจที่สามารถอธิบายภาพต่างๆได้ชัดเจนมาก และอย่างที่บอกไปตั้งแต่ต้นว่าหนังสือเล่มนี้ผมยกให้เป็น page turner ดีๆเล่มนึงเลยครับ

สุดท้ายนี้ผมก็เลยคิดว่ามันเป็นหนังสือที่คนไทยทุกคนควรอ่านมากๆครับ ไม่สำคัญเฉพาะว่าคุณสนใจเรื่องเศรษฐกิจเท่านั้น

ปกหนังสือเศรษฐกิจสามสี ภาพจาก goodreads.com


ก่อนหน้านี้ผมเคยสร้างเว็บทำ Video Streaming Platform ด้วย Node.js ไปครับ ซึ่งรอบนั้นเนี่ยเอาจริงๆแล้วมันก็ไม่ได้ทำงานแบบ Realtime พอที่เราจะเอามาใช้ทำเป็น Video Chat ได้ เพราะติดเรื่อง latency ที่ตัวโปรโตคอล RTMP แต่ก็ได้เว็บที่มีลักษณะคล้ายๆกันกับ Twitch ออกมา (ซึ่งก็ไม่แย่นะ 😂)

ถ้าใครสนใจอ่านบทความก่อนสามารถอ่านได้ที่นี่ครับ

สำหรับบทความนี้จะเรียกว่าอัพเกรดจากบทความก่อนหน้านี้มั้ยก็ไม่เชิง เพราะว่าผมมาลองใช้เทคโนโลยีใหม่ทำเว็บลักษณะใหม่ แต่ก็ยังคงวนเวียนอยู่กับเรื่องของ video ครับ โดยสิ่งที่ผมจะทำในบทความรอบนี้ก็คือระบบ Video Chat ซึ่งก็มีความจำเป็นที่จะ realtime มากๆ

เดี๋ยวเรามาคุยกันเรื่องของเทคโนโลยีและโปรโตคอลต่างๆที่เราจะใช้กันครับ

เทคโนโลยีที่ใช้

ภาพโลโก้ React จาก official documentation

สำหรับเว็บเฟรมเวิร์คที่ใช้ จะขอเลือกใช้ React.js ครับ


ศาสนา: ประวัติศาสตร์ศรัทธาแห่งมวลมนุษย์ ชื่อภาษาอังกฤษคือ A Little History of Religion เขียนโดยคุณ Richard Holloway ฉบับแปลไทยที่ผมได้มาอ่านเป็นของสำนักพิมพ์ openworlds ครับ

หนังสือเล่มนี้ผมพึ่งสั่งมาช่วงต้นปีจาก Readery ครับ เหตุผลที่สั่งเพราะว่าเคยเห็นรีวิวแวบๆ แล้วก็ปกมันสวยดีไม่คิดอะไรมากเลยสั่งมาเลย (😂)

ภาพปกหนังสือ A Little History of Religion

หนังสือเล่มนี้มีเนื้อหาตามชื่อเลยครับ คือเป็นประวัติศาสตร์ของศาสนาโดยการเล่าของหนังสือมีการเรียงมาเป็นลำดับศาสนาต่างๆที่เกิดในภูมิภาคต่างๆโดยเรียงเป็นไทม์ไลน์เริ่มมาตั้งแต่ศาสนาตระกูลที่เป็น polytheism มาศาสนาตระกูลอับราฮัมแล้วก็เล่าการพัฒนาของศาสนาต่อมาเรื่อยๆจนถึงศาสนาและความเชื่อต่างๆที่มีอยู่ในปัจจุบัน

โดยเล่าเป็นเรื่องย่อๆ ความเป็นมาของศาสนาต่างๆที่ร้อยเรียงแล้วก็ประกอบกัน ส่งต่อกันมาเรื่อยๆ ซึ่งพออ่านไปเรื่อยๆก็จะมองเห็นว่าศาสนามีความใกล้ชิดกับมนุษย์มากขนาดไหน มีความเกี่ยวโยงกับประวัติศาสตร์มนุษย์ขนาดไหน แล้วถ้ามองดูดีๆ ในบางยุคสมัยเราแทบจะแยกศาสนาออกจากการเมืองไม่ได้เลยทีเดียว

ศาสนาเป็นทั้งเกราะป้องกันมนุษย์จากโลกที่โหดร้าย แต่บางทีมันอาจจะกลายเป็นเครื่องมือหาประโยชน์ของชนชั้นสูงก็ได้ นับว่าเป็นหนังสือที่อ่านสนุกเล่มนึงเลยทีเดียวครับ ได้มองเห็นมุมมองที่หลากหลายอยู่พอตัวเลย

แต่อันนี้ก็ต้องยอมรับซักหน่อยว่าหนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือเล่มเล็กๆ เลยไม่ได้ใส่เนื้อหาอะไรลงไปมากนัก เนื้อหาในหนังสือเลยวนอยู่แต่ศาสนาหลักๆในแต่ละยุคเท่านั้น ซึ่งตรงนี้ผมยอมรับว่าผมไม่ค่อยชอบเท่าไร เพราะหนังสือเล่มนี้ใช้เวลาเกือบๆ 2/3 เล่าเกี่ยวกับศาสนาในตระกูลอับราฮัม แล้วเกินครึ่งของ 2/3 นั้นก็วนอยู่กับศาสนาคริสต์ ทำให้เผินๆแล้วหนังสือเล่มนี้เหมือนมีศาสนาคริสต์เป็นพระเอกส่วนศาสนาอื่นยัดๆมาให้ครบๆไปเฉยๆ

ซึ่งเอาจริงๆผมก็ไม่ได้มองว่าเป็นข้อเสียขนาดนั้นหรอกครับ (😄) ผู้เขียนมีความรู้ความเข้าใจในพฤติกรรมของมนุษย์ ประวัติศาสตร์ของศาสนา และอิทธิพลของศาสนาต่อมนุษย์สูงมาก (อ่านจนจบพลิกไปดูประวัติคนเขียนท่านเป็นถึงอดีต Bishop ด้วยครับ)

ถึงจะนอยด์นิดๆว่าอยากให้เล่าถึงศาสนาอื่นๆเช่นแนวๆ animism แนวๆศาสนาโบราณบ้าง แต่ผมว่าหนังสือเล่มนี้ก็เป็นหนังสือที่อ่านสนุกอีกเล่มนึงครับ แต่ว่าจะเป็นเหมือนหนังสือที่สรุปประวัติศาสตร์ของศาสนากระแสหลักอ่านสนุกมากกว่า ถ้าใครอยากได้หนังสือเนื้อหาแน่นๆ มีศาสนาทั้งกระแสหลักและไม่กระแสหลัก เล่มนี้ก็คงจะตอบโจทย์ให้ไม่ได้ขนาดนั้น แต่ถ้าอยากหาหนังสืออ่านเพลินๆ ได้ความรู้ก็ไม่เลวเลยครับ

ป.ล. ผมแอบนอยด์ตรงที่ปกหนังสือมีรูปพระสงฆ์ที่วาดลักษณะเหมือนศิลปะแถบบ้านเราด้วยแต่ไม่เห็นมีเล่าเกี่ยวกับแถวบ้านเราเลย 😂


สวัสดีท่านผู้อ่านทุกท่านครับ ณ ปัจจุบัน (วันนี้) Bitcoin ก็กลับไปเป็นที่สนใจกับคนทั่วไปอีกรอบครับ ก็ไหนๆก็ได้ฤกษ์พอดีก็เลยคิดว่าขอเขียนบทความเกี่ยวกับ Bitcoin มาซักซักหน่อยละกัน

ถ้าจะพูดเกี่ยวกับ Bitcoin ในแง่ของเทคโนโลยีผมคิดว่าทุกคนก็น่าจะคิดถึง Blockchain กันใช่มั้ยครับ

อย่างที่จั่วหัวในหัวข้อบทความนี้เราจะมาเขียนโปรแกรม “บน” Blockchain กันครับ แต่ไม่ได้แปลว่าเราจะสร้าง Blockchain ขึ้นมาเอง เพียงแต่เราจะเอาโปรแกรมที่เราเขียนเนี่ยแหละเกาะไปบน Blockchain ที่มีอยู่แล้ว

แล้วเราจะทำยังไง? ผมขออนุญาตเกริ่นคร่าวๆครับ

การเชื่อมต่อของ Blockchain (https://steemit.com/spanish/@gabystories/el-mundo-de-la-cadena-de-bloques)

โครงสร้างของ Block แต่ละ Block ใน Blockchain ของเหรียญอย่าง Bitcoin จะมีองค์ประกอบหลายอย่าง แต่ส่วนที่คนทั่วไปอย่างเราๆเอาไปใช้กันก็จะเป็นส่วนของ Transaction (ซึ่งใน BTC เอาไปเก็บในรูปแบบของ UTXO บลาๆๆ) เท่านั้นครับ

ทีนี้ก็มีคนคิดว่า เฮ้ย! …


จริงๆก็นับได้ว่าหนังสือเล่มนี้เนี่ยถือเป็นหนังสือคลสสิคเล่มนึงในแวดวงการลงทุนเลยทีเดียวครับ เพราะฉะนั้นเลยก็น่าจะมีคนอื่นๆที่มีความรู้เรื่องการลงทุนมารีวิวกันไปหมดแล้ว

ผมก็เลยคิดว่าในฐานะนักลงทุนมือใหม่ (😂) ผมจะขอรีวิวในฐานะคนทั่วๆไปที่พึ่งศึกษาการลงทันมาไม่นานครับ

อย่างที่จั่วหัวไปว่าผมยังค่อนข้างมือใหม่ จริงๆแล้วหนังสือเล่มนี้ก็เป็นเล่มที่ 2 เท่านั้นที่เกี่ยวกับการลงทุนที่ผมเคยอ่าน เพราะฉะนั้นถ้ามีข้อผิดพลาดตรงไหนก็สามารถติลงที่คอมเมนท์ข้างล่างได้เลยครับ 😄

TL:DR

เนื้อหาในหนังสือ

หนังสือเล่มนี้ก็จะแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลักๆครับ โดยส่วนแรกผู้เขียนตั้งชื่อว่า หลักศาสตร์ขั้นต้นของบัฟเฟตต์ และส่วนหลังตั้งชื่อว่าศาสตร์ขั้นสูงของบัฟเฟตต์

ในศาสตร์ขั้นต้นของบัฟเฟตต์จะเป็นส่วนที่บอกเรื่องราวคร่าวๆว่าบริษัทไหนเป็นบริษัทที่น่าลงทุน ในทัศนะของบัฟเฟตต์ เช่นว่า บริษัทนั้นจะต้องเป็นบริษัทที่มีความผูกขาด หรือเป็นบริษัทที่มีสถานะเป็นสะพานเชื่อม ซึ่งเหตุผลต่างๆที่ตัวผู้เขียนเล่ามา ก็จะมีเรื่องราวเล่าประกอบด้วย

ซึ่งเอาจริงๆแล้วถือว่าเป็นสิ่งที่ผมชอบมากในหนังสือเล่มนี้ครับ เช่นตอนที่ผู้เขียนอธิบายเรื่องการประเมินมูลค่ากิจการ ผู้เขียนก็เล่าเรื่องตอนบัฟเฟตต์ซื้อตู้พินบอลมาให้คนอื่นเล่นแล้วเอากำไร การเล่าเรื่องต่างๆยังงี้ทำให้รู้สึกว่าศาสตร์ของบัฟเฟตต์เป็นอะไรที่เรียบง่าย จับต้องง่ายแต่ก็มีความทรงพลังมากๆเลยทีเดียว

นอกจากนั้นก็ยังเล่าถึงเหตุผลที่บัฟเฟตต์เลือกใช้วิธีในการซื้อหุ้นถือไว้นานๆ ไม่ยอมปล่อยออก (บางครั้งแม้จะราคาแพงเกินพื้นฐาน) ด้วย เหตุผลต่างๆเช่น ภาษี และอื่นๆ

ในส่วนที่สองที่เป็น ศาสตร์ขั้นสูงของบัฟเฟตต์จะเป็นส่วนที่มีการคำนวณประเมินผลตอบแทนต่างๆที่จะได้ครับ ซึ่งจุดตรงนี้นับว่าไม่ได้มีความซับซ้อนมากนัก โดยสมการส่วนใหญ่ (ที่มีอธิบายในหนังสือเล่มนี้) ก็มักจะเป็นสมการที่สามารถตีความและทำความเข้าใจได้ค่อนข้างง่ายครับ แต่ผู้เขียนก็ใช้วิธีเดียวกันในการอธิบายเหมือนในส่วนแรก ทำให้ก็ถือว่าเป็นส่วนที่อ่านสนุกแม้จะมีการคำนวณนู่นนี่เยอะแยะ

แต่ตรงนี้ในฐานะนักเรียนสายวิทย์ (🤣) ผมรู้สึกไม่ค่อยชอบการจัด layout ของหน้าหนังสือซักเท่าไร เนื่องจากว่าการจัดหน้าหนังสือที่อธิบายเรื่องทางคณิตศาสตร์ไม่ควรจะพิมพ์ติดกันยาวเป็นพรืดเหมือนนิยายทั่วไป แต่หนังสือเล่มนี้ดันจัด layout แบบนั้นซะได้ หลายๆครั้งเลยตามอ่านแล้วงงๆเหมือนกันครับ

แต่ถ้าไม่นับเรื่องการจัด layout ซึ่งผมไม่รู้เหมือนกันว่ามีแค่ผมคนเดียวที่ไม่ชอบรึเปล่า (ฮา🤣) นับว่าส่วนนี้เป็นอีกส่วนนึงที่ชี้ชัดจุดต่างๆให้เห็นชัดๆเลยว่าหุ้นที่เรากรองมาแล้วนั้นน่าลงทุนรึเปล่า

ส่วนหลักๆของหนังสือก็มีประมาณนี้ครับ แต่แน่นอนว่าหนังสือเล่มนี้ก็ยังมีเรื่องที่น่าสนใจต่างๆอีก อย่างเช่นทักษะการแปรธาตุเงินของบัฟเฟตต์ (ซื้อหุ้นกู้ไปทำนู่นทำนี่ เพราะภาษีถูกกว่า บลาๆๆ) หรือการเก็งกำไรของบัฟเฟตต์บ้างในบางครั้ง ไม่รู้จะเล่ายังไงให้หมดครับ ถ้าใครชอบเรื่องลงทุนก็หนังสือเล่มนี้เป็นหนุงสือที่อ่านสนุกมากๆอีกเลมนึงอยากให้ไปลองหามาอ่านกันดูครับ 😃


เศรษฐศาสตร์ความจน (Poor Economics) เขียนโดยคุณ Abhijit Banerjee และคุณ Esther Dufflo เล่มนี้ผมได้มาเป็นเวอร์ชันภาษาไทยแปลโดยสำนักพิมพ์ Salt ครับ ก็ตอนได้มาหยิบมาจากงานหนังสือ Winter Bookfest ที่สามย่าน เพราะเห็นว่าน่าสนใจดีก็เลยหยิบมาอ่าน

ดีใจพอสมควรครับที่เลือกหยิบมา (ผมหยิบเรื่องการเงินคนจนที่วางคู่กันมาด้วยแต่เล่มนั้นยังไม่ได้อ่าน)

สำหรับเศรษฐศาสตร์ความจน สิ่งที่หนังสือเกริ่นเลยตั้งแต่เริ่มคือกับดักความจนมีหรือไม่ โดยเค้าก็ยกตัวอย่างทั้งฝั่งนักวิชาการที่เชื่อในเรื่องของกับดักความจน แล้วก็ยกตัวอย่างของนักวิชาการฝั่งที่ไม่เชื่อในกับดักความจนมาเล่าให้เล่าฟัง

ซึ่งอารมณ์ของหนังสือเล่มนี้ก็จะเป็นแนวนี้ทั้งเล่มครับ คือไม่ได้ฟันธงว่าอะไรเป็นสาเหตุ (เพียงหนึ่งเดียว) ที่ก่อให้เกิดความจนขึ้น

หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่เล่าเกี่ยวกับเรื่องราวของคนต่างๆที่มีค่าครองชีพต่อวันไม่ถึง 99 เซนต์ เล่าถึงชีวิตการฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆที่พวกเค้าต้องเจอ และเล่าถึงวิธีการแก้ปัญหาต่างๆของแต่ละครัวเรือน ซึ่งก็แสดงให้เห็นถึงทั้งปัญหาความเหลื่อมล้ำแล้วก็ความฉลาดของมนุษย์ในการแก้ปัญหาที่เข้ามาในชีวิตประจำวัน (ขออนุญาตพยายามไม่ Romanticized ตรงนี้ครับ)

ตัวของหนังสือเองก็แบ่งออกเป็น 2 ส่วน โดยส่วนแรกจะเล่าถึงเรื่องที่ออกแนวครัวเรือนหน่อย เช่นว่าปัญหาเรื่องความอดอยากในครัวเรือน ปัญหาเรื่องสุขภาพ ปัญหาเรื่องการศึกษา รวมไปถึงปัญหาเรื่องการวางแผนครอบครัว ซึ่งตรงนี้ผู้เขียนก็แสดงให้เห็นครับว่าคนจนก็มีปัญหาของคนจน และหลายๆปัญหานี้มันก็ทำให้การยกระดับคุณภาพชีวิตเป็นไปได้อย่างยากลำบาก ซึ่งปัญหาเหล่านี้เราจะไม่เข้าใจเลยถ้าไม่ได้ไปอยู่สถานการณ์นั้นจริงๆ หลายๆปัญหาก็เป็นปัญหาต่อเนื่องซ้อนๆกันไปเรื่อยๆ แล้วด้วยความที่ขาดความรู้ก็อาจจะทำให้แก้ปัญหาผิดพลาดไปได้

ผู้เขียนก็ได้เล่าเกี่ยวกับวิธีที่แต่ละชาติใช้แก้ปัญหา ทั้งวิธีที่ประสบความสำเร็จและวิธีที่ไม่ประสบความสำเร็จด้วยครับ

ส่วนที่ 2 นี้เป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับสถาบันภายนอกที่ทำงานกับคนจน ให้ความช่วยเหลือหรือปล่อยกู้ต่างๆ ซึ่งในหัวข้อนี้ก็เล่าเรื่องต่างๆที่สถาบันอาจจะเข้าไปทำงานได้เช่นว่า การบริหารจัดการทรัพย์สินของคนจน ที่อาจจะมีไม่มากนัก (micro finance) การปล่อยกู้ให้คนจน (micro credit ในหัวข้อนี้เล่าถึงเหตุผลที่การปล่อยกู้นอกระบบมันต้องมีอยู่ด้วย น่าสนใจมากๆครับ) การออมของคนจน การทำธุรกิจของคนจน รวมไปถึงการเมืองที่แย่ก็อาจจะทำให้การกำจัดความจนเป็นไปได้ยากเนื่องจากปัญหาเชิงนโยบาย

โดยเรื่องต่างๆที่กล่าวไปทั้งหมดก็มีการยกเรื่องราว รวมไปถึงยกสถิติมาประกอบ เจ้าของหนังสือไม่ได้บอกเราตรงๆว่าเราจะแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ยังไง แต่ใช้วิธียกตัวอย่างแนวทางต่างๆที่อาจจะทำได้ซึ่งตรงนี้ผมเห็นว่าเป็นเรื่องที่ดีมากๆ

สำหรับหนังสือเล่มนี้ก็ถือว่าน่าอ่าน แล้วก็อ่านสนุกพอตัวครับ ถ้าใครชอบเรื่องเศรษฐศาสตร์ หรือถ้าไม่ชอบแต่ถ้าอยากเข้าใจคนจน ซึ่งก็เป็นเพื่อนมนุษย์ของเราก็แนะนำให้ไปลองหามาอ่านดูครับ 😄

หนังสือเศรษฐศาสตร์ความจน

เล่มนี้เป็นหนังสือเล่มแรกของผมที่อ่านจบในปีนี้ครับ ยอมรับว่าอ่านจบมา 2-3 วันแล้วแหละ แต่พึ่งจะมาเขียนรีวิวครับ 😂

ปีนี้ผมตั้งใจจะมาเขียนแชร์หนังสือบ่อยๆ ถ้าใครสนใจก็รอติดตามได้ครับ

สุดท้ายนี้ก็ ช้าไปหน่อยแต่ก็สุขสันต์ปีใหม่ 2021 ครับ 😃


ช่วงนี้ผมสังเกตว่าเว็บแพลตฟอร์มที่เกี่ยวข้องกับ Real-Time Communication จะบูมมากๆเลย ว่าแล้วว่างๆก็เลยอยากลองเขียนเว็บที่เกี่ยวข้องกับ Real-time Communication ขึ้นมาดูบ้างครับ

โดยสิ่งที่ผมต้องการที่จะสร้างก็ตามชื่อบล็อกนี้เลย คือ Streaming Platform คล้ายๆกันกับ Twitch

เนื่องจากมีความรู้เรื่องเกี่ยวกับ Real-time Communication ไม่มากตอนสร้างเลยใช้เวลานานพอสมควรเลยครับ 😂

เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง

ก่อนที่จะเริ่มเขียนกันผมจะพูดถึงเทคโนโลยีที่เราจะนำมาใช้ในการสร้างกันก่อนครับ

ตามชื่อเลยครับ RTMP เป็นโปรโตคอลนึงที่ใช้ส่งข้อมูลในลักษณะที่เป็น real-time ซึ่งสร้างขึ้นโดยมี TCP เป็นส่วนประกอบ

การทำงานก็จะมีการ handshake บลาๆๆ ถ้าใครสนใจสามารถหาอ่านเพิ่มเติมได้ครับ

2. HLS — HTTP Live Streaming


สำหรับบทความนี้เป็นตอนที่ 2 ต่อจากบทความที่แล้วที่เกี่ยวกับการเตรียมข้อมูลนะครับ ถ้าใครยังไม่อ่านตอนที่แล้วสามารถคลิกดูได้ที่ลิงค์นี้ครับ

อนึ่ง บทความนี้อาจจะจำเป็นต้องมีพื้นฐานเรื่อง deep learning หรือ pytorch มาบ้างก่อนนะครับ

ก่อนอื่นขออภัย ณ ตรงนี้ก่อนว่าผมไม่ได้เป็นผู้มีความรู้ด้านการแพทย์ครับ เลยคิดว่าเขียนๆไปอาจจะมีส่วนใดส่วนนึงบกพร่องไปบ้าง ถ้าใครมีความรู้หรือรายละเอียดอะไรเพิ่มเติมสามารถบอกได้เลยครับ

และตัว model ที่ทำการสร้างในครั้งนี้สร้างขึ้นเพื่อศึกษาในเชิงวิศวกรรมมากกว่าที่จะนำไปใช้งานจริงครับ

บทความนี้ก็ได้รับแรงบันดาลใจมาจากบทความต่างประเทศของเว็บบล็อค pyimagesearch ถ้าใครสนใจอยากอ่านเวอร์ชันของต้นทางสามารถเข้าไปดูได้ที่นี่ครับ https://www.pyimagesearch.com/2020/03/16/detecting-covid-19-in-x-ray-images-with-keras-tensorflow-and-deep-learning

อนึ่ง ไลบรารี่ที่ผมจะใช้ในทีนี้คือ PyTorch ซึ่งจะไม่เหมือนกันกับของต้นทางที่ใช้ tensorflow ครับ

เนื่องจากผมกะจะใช้ CNN มาทำเป็น model ประมวลผล เลยกินทรัพยากรเครื่องพอสมควร ผมเลยไม่ได้ทำการ train บน cpu ธรรมดาๆ หรือสร้าง model แบบ from scratch เลย…

Nonthakon Jitchiranant

นักศึกษาวิศวกรรมศาสตร์ ณ สถาบันแห่งหนึ่งใกล้ๆสนามบินสุวรรณภูมิ มีทางรถไฟตัดผ่าน

Get the Medium app

A button that says 'Download on the App Store', and if clicked it will lead you to the iOS App store
A button that says 'Get it on, Google Play', and if clicked it will lead you to the Google Play store